ระบบจัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายของบริษัท Link Innovation ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
คำสำคัญ:
Satisfaction, Document Management System, Expense Managementบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาระบบจัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายในบริ ษัท ก่อสร้างสำหรับผู้ใช้งาน 3 กลุ่ม ได้แก่ ฝ่ายบัญชี ผู้จัดการโครงการ และฝ่ายจัดซื้อ โดยระบบมีหน้าที่ หลักในการจัดทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างและเอกสารรับของ และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อระบบ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากร 3 กลุ่มในบริษัทก่อสร้าง ได้แก่ ฝ่ายบัญชี (5 คน) ฝ่ายจัดซื้อ (5 คน) และผู้จัดการโครงการ (2 คน) คัดเลือกโดยใช้สูตร Yamane (1973) จากประชากร 30 คน เครื่องมือ วิจัยประกอบด้วย (1) ระบบที่พัฒนาด้วย Laravel (Backend), Nuxt.js (Frontend) และฐานข้อมูล SQL Server (2) แบบสอบถามความพึงพอใจ 3 ด้าน ผ่าน Google Form ซึ่งประเมินใน 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนตัว ความพึงพอใจต่อระบบ และข้อเสนอแนะ ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้ว ยสถิติ เชิง พรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั้ง 3 กลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยให้การจัดทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างและเอกสารรับของเป็นไปอย่าง ถูกต้องและรวดเร็ว และ 2) ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความพึง พอใจอยู่ในเกณฑ์สูง โดยมีค่าเฉลี่ย 4.52 จากคะแนนเต็ม 5 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.44 ซึ่ง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ คาสำคั ญ : ความพึงพอใจ; ระบบจัดการเอกสาร; ระบบจัดการค่าใช้จ่าย; การวิเคราะห์สถิ ติ ; การประเมินผล 1. บทนำ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูล ในองค์กร โดยเฉพาะระบบจัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายที่ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยก่อนหน้านี้ เช่น Sadik Khan และ Aaesha T. Khanam (2566) ได้พัฒนาระบบการจัดการ เอกสาร (Document Management System: DMS) โดยใช้กรอบสถาปัตยกรรม Model-ViewController (MVC) เพื่อ ช่วยในการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูลในองค์กรให้เป็นระบบและลด ข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ออมนิเชียลของ กัญญ์วรา โซ่วิจิตร และ เดชรัตน์ สัมฤทธิ์ (2565) ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพใน การปรับปรุงกระบวนการทำงาน งานวิจัยของ Chia Hung Kao และ Shin Tzu Liu (2013) เน้นการ พัฒนาระบบจัดการเอกสารบนคลาวด์ส่วนตัว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางใน งานวิจัยนี้ นอกจากนี้ การวิจัยของ Digital Transformation in Construction – A Review (อ้างถึง ในเอกสารประกอบ) ยังชี้ให้เห็นว่า Digital Transformation มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาระบบ จัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายในงานวิจัยนี้ อุตสาหกรรมก่อสร้างมักมีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อน โดยบริษัทแม่แยกบริษัทลูกออกเป็น หลายบริษัท และแต่ละโครงการต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ ค่าแรงงาน และบริหารค่าใช้จ่ายของ ผู้รับเหมาช่วงจากบริษัทแม่ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ความล่าช้าในการบันทึกข้อมูล การ ติดตามเอกสารที่ยุ่งยาก และข้อผิดพลาดจากการจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน นอกจากนี้ การแบ่งจ่าย ค่าวัสดุในโครงการเป็นงวด รวมถึงการขาดแหล่งจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ อาจส่งผลให้เกิดเอกสารสูญ หาย และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของโครงการและผลประกอบการของบริษัทโดยรวม จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายสำหรับ ธุรกิจก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบและลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล โดยออกแบบ ระบบให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ในฐานข้อมูลเดียว รองรับการเข้าถึงและบริหารจัดการโดยฝ่ายบัญชี ผู้จัดการโครงการ และพนักงานที่เกี่ยวข้อง ระบบที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้การจัดทำเอกสารมีความ ถูกต้อง แม่นยำ และสามารถติดตามข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การประเมินผลการใช้ งานของระบบจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และปรับปรุงระบบให้ตรงกับความต้องการขององค์กรต่อไป 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาระบบจัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายในบริษัทก่อสร้าง 2.2 เพื่อประเมินความพึงพอใจระบบจัดการเอกสารและค่าใช้จ่ายในบริษัทก่อสร้าง 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Sadik Khan and Aaesha T. Khanam. (2566) ได้ทำการศึกษากำรออกแบบและพัฒนา ระบบการจัดการเอกสาร (Document Management System: DMS) ภายในองค์กร โดยใช้กรอบ สถาปัตยกรรม Model-View-Controller (MVC) บน CodeIgniter Framework ของภาษา PHP เพื่อแก้ปัญหาการจัดเก็บและแบ่งปันเอกสารในระบบออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยนี้ มุ่งเน้นการพัฒนา DMS เพื่อเป็นแพลตฟอร์มศูนย์กลางในการจัดเก็บ ค้นคืน และติดตามเอกสาร ลด ข้อผิดพลาดจากการทำงานด้วยมือ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยผลการศึกษา พบว่าระบบดังกล่าวสามารถรองรับ การแบ่ง ปั นเอกสารและแลกเปลี่ย นข้อมูล ระหว่างระบบที่ หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและลดปัญหาการจัดการเอกสารของ องค์กร. Forcada Matheu and Núria (2005) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการจัดการเอกสาร ในวงจรชีวิตของโครงการก่อสร้าง โดยเน้นการปรับปรุงการจัดการเอกสารทั้งภายในและภายนอกของ บริษัท โดยใช้ระบบจัดการเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EDMS) และระบบจัดการโครงการบนเว็บ (WPMS) ซึ่งช่วยในการเก็บ ข้อมูล และปรับปรุงการไหลของข้อมูล ระหว่างแหล่งข้อมูลต่างๆใน โครงการก่อสร้าง ผลการศึกษาพบว่า การใช้ระบบเหล่านี้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการเก็บ เอกสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการ สร้างโครงสร้างโฟลเดอร์อัตโนมัติสำหรับแต่ละโครงการและการใช้แนวทางการจัดการเอกสารที่เป็น มาตรฐานช่วยลดปัญหาความไม่เป็นระเบียบในการจัดการเอกสารและการไหลของข้อมูลที่ไม่เป็น ประสิทธิภาพระหว่างบริษัทต่างๆในโครงการ นอกจากนี้ยังมีการประเมินระบบจากนักวิชาการเพื่อ ทดสอบความสอดคล้องและประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น. กัญญ์วรา โซ่วิจิตร และ เดชรัตน์ สัมฤทธิ์ (2565) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของ ลูกค้าในการใช้ระบบโลจิสติกส์ออมนิเชียล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการธุรกิจสู่ลูกค้า (B2C) โดย เกี่ยวข้องกับการจัดส่งสินค้าหลายช่องทางไปยังลูกค้าสุดท้าย ระบบโลจิสติกส์ออมนิเชียลเป็นระบบที่ ใช้ในการประสานงานและจัดการสินค้าคงคลัง รวมถึงการกระจายสินค้าผ่านช่องทางการขายทั้งหมด ผลการศึกษาพบว่าลูกค้าต้องการการปรับปรุงทั้งในด้านการนำเสนอข้อมูลสำหรับช่องทางก่อนการซื้อ , ความปลอดภัยของสินค้าในช่องทางหลังการซื้อ, และคุณภาพของพนักงานในการให้บริการลูกค้าใน ระบบซื้อขายอัตโนมัติ ซึ่งการปรับปรุงเหล่านี้สามารถเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและพัฒนาโลจิสติ กส์ออมนิเชียลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่ง ขึ้น ตามการวิเคราะห์จากเครื่อ งมื อ Importance– Performance Analysis (IPA). กษมา ถาอ้าย, วันวสา วิโรจนารมย์ และ นลินี คงสุบรรณ์ (2566) ได้ทำการวิจัยเพื่อประเมิน ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลร้องกวาง อำเภอร้องกวาง จังหวัด แพร่ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความพึงพอใจต่อการให้บริการ โดยเก็บ ข้อมูลจาก 400 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่าโดยรวมประชาชนมีความพึงพอใจสูงที่สุดในด้านสิ่ง อำนวยความสะดวก (ค่าเฉลี่ย 4.63) รองลงมาคือ ขั้นตอนการให้บริการ (ค่าเฉลี่ย 4.62), ช่องทางการ ให้บริการ (ค่าเฉลี่ย 4.59) และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ (ค่าเฉลี่ย 4.57) โดยมีค่าเฉลี่ยรวมของความพึง พอใจที่ 4.60 คิดเป็นร้อยละ 92.00 (S.D. = 0.353) นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อาชีพ , เพศ, อายุ, และรายได้ต่อเดือน มีผลต่อความพึงพอใจในระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05. D.M. Selfa, M. Carrillo, M. Del Rocio Boone (2006) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและ การใช้งานฐานข้อมูลและเว็บแอปพลิเคชันโดยอ้างอิงสถาปัตยกรรม MVC ซึ่งได้รับการยอมรับอย่าง กว้างขวางในการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร โดยสถาปัตยกรรมนี้แบ่งระบบออกเป็นสามชั้น ได้แก่ ส่วนติดต่อผู้ใช้ (Interface), ส่วนควบคุมตรรกะ (Control Logic) และส่วนเข้าถึงข้อมูล (Data Access) ซึ่งช่วยให้การบำรุงรักษาและการพัฒนาระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาได้ นำเสนอขั้นตอนต่างๆในการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาแอปพลิเคชันโดยใช้ UML ซึ่งเป็น เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันนี้ประกอบด้วย 15 ตารางข้อมูล และส่ว นติดต่อผู้ใช้มีการสนับ สนุนโดย 17 เว็บเพจ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ และ สอดคล้องกับแนวทางของสถาปัตยกรรม MVC Liu, Lirong and Li, Shaoli (2022) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี BIM ในการบริหาร ต้นทุนของโครงการก่อสร้างตลอดกระบวนการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริหารต้นทุนของโครงการ โดยใช้เทคนิคการประมวลผลสัญญาณนิวเคลียร์ดิจิทัลเพื่อทำการวิเคราะห์และจำลองการทำงาน เบื้องต้น งานวิจัยนี้ยังได้ศึกษาลักษณะของข้อมูลการบริหารต้นทุน วิเคราะห์กระบวนการใช้ BIM ใน การบริหารต้นทุนของโครงการก่อสร้าง และประเมินความเป็นไปได้ของการใช้วิธีดิจิทัลพัลส์เพื่อเพิ่ม เสถียรภาพของระบบ นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาระบบบริหารต้นทุนของโครงการก่อสร้างโดยใช้ BIM และทำการทดลองเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ พบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วย ปรับปรุงคุณภาพการบริหารต้นทุนของโครงการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ Wen and Shao-Fang (2023) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแบบจำลองการประเมิ นและ วิเคราะห์ความปลอดภัยเชิงปริมาณสำหรับเว็บแอปพลิเคชันโดยอ้างอิงมาตรฐานการตรวจสอบความ ปลอดภัยของแอปพลิเคชันของ OWASP (ASVS) เนื่องจากในปัจจุบันเว็บแอปพลิเคชันเป็นเครื่องมือ สำคัญสำหรับองค์กร แต่ก็เป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่หวังดีที่พยายามโจมตีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสูญหายของข้อมูล การหยุดชะงักของบริการ และการสูญเสียความเชื่อมั่นของ ผู้ใช้ ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการประเมินและวิเคราะห์ความปลอดภั ย ของซอฟต์แวร์บนเว็บ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้านความปลอดภัย ของเว็บแอปพลิเคชันโดยนาเทคนิคทางคณิตศาสตร์และการคำนวณมาใช้ในการวัดระดับ ความ ปลอดภัยของระบบ รวมถึงการบูรณาการมาตรฐาน OWASP ASVS เข้าไปในแบบจำลองเชิ ง โครงสร้างที่สามารถวิเคราะห์ได้ เพื่อให้สามารถประเมินระดับความปลอดภัยของเว็บแอปพลิเคชันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของระบบ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอื่นๆที่สนับสนุนแนวคิดการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ ในองค์กรและอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น Baban และ Mokhtar (2011) ได้นำเสนอระบบจัดการ เอกสารออนไลน์ในสถาบันการศึกษา ซึ่งแม้จะอยู่ในบริบททางการศึกษา แต่หลักการจัดเก็บ ค้นคืน และรักษาความปลอดภัยของเอกสารสามารถประยุกต์ใช้ในระบบจัดการเอกสารในงานก่อสร้างได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ Bovsunovskaya (2016) ได้ศึกษาการจัดการเอกสารเพื่อสนับสนุน การควบคุมต้นทุนในโครงการก่อสร้างใต้ดิน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบเอกสารในการ วางแผนและบริหารโครงการ สำหรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี Leff และ Rayfield (2002) ได้เสนอ แนวคิดการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันตามรูปแบบ Model-View-Controller (MVC) ซึ่งช่วยแยกการ ประมวลผล การแสดงผล และการควบคุมตรรกะออกจากกันทำให้ระบบสามารถพัฒ นาและ บำรุงรักษาได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งแนวทางนี้ถูกนำมาใช้ในระบบที่พัฒนาในงานวิจัยนี้ผ่าน Laravel และ Nuxt.js เช่นเดียวกับแนวทางของ Khan et al. (2015) ที่มองระบบจัดการเอกสารเป็นระบบ จัดการความรู้ภายในองค์กร โดยเน้นการลดข้อผิดพลาดในการจัดเก็บเอกสารและการแบ่งปันข้อมูล ระหว่างหน่วยงาน Fernando, Hewavitharana และ Perera (2019) ได้ประเมินระบบจัดการ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (EDM) ในองค์กรก่อสร้าง โดยพบว่าการปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับ โครงสร้างองค์กรและความง่ายในการใช้งานเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของระบบดังกล่าว เช่นเดียวกับ Shiau และ Juan (2011) ที่ได้นำเสนอระบบบริหารสัญญาก่อสร้าง โดยเน้นการควบคุม เอกสารและขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางกำรออกแบบระบบจัดซื้อจัดจ้างใน งานวิจัยนี้ 4. วิธีดำเนินการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในงานวิจัย นี้ป ระกอบด้ว ยบุคลากรที่เกี่ยวข้องในบริษัทก่อสร้าง ได้แก่ ฝ่ายบัญชี ผู้จัดการโครงการ และฝ่ายจัดซื้อ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมดจำนวน 30 คน การศึกษาครั้งนี้เลือกใช้กลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 12 คน แบ่งเป็นฝ่ายบัญชี 5 คน ฝ่ายจัดซื้อ 5 คน และผู้จัดการโครงการ 2 คน ซึ่ง คำนวณตามสูตรของ Yamane (1973) 4.2 การรวบรวมข้อมูล การรวบรวมข้อมูลทำได้โดยการสอบถามความต้องการจากหัวหน้างานฝ่ายบัญชี หัวหน้าฝ่าย จัดซื้อ และผู้จัดการโครงการ เพื่อเข้าใจลำดับการทำงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบจัดการ เอกสารและค่าใช้จ่ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ในการพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ได้ดียิ่งขึ้น 4.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.3.1 ระบบที่พัฒนา 1) PHP Laravel ใช้ในการพัฒนาระบบในส่วนของหลังบ้าน โดยใช้กรอบ สถาปัตยกรรม Model-View-Controller (MVC) 2) Nuxt.js ใช้ในการพัฒนาระบบในส่วนของหน้าบ้าน
การดาวน์โหลด
ตีพิมพ์แล้ว
ฉบับ
ส่วน
ใบอนุญาต
Journal of TCI is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) licence, unless otherwise stated. Please read our Policies page for more information...

